วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552
การก้าวสู่ ความสำเร็จในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน
ซึ่งในข้อนี้ผมก็ขอยืนยันความรู้ที่ได้รับ ตามที่บทเรียนฯสรุปไว้ พร้อมทั้งตัวอย่างเสริมดังนี้ครับคือการก้าวสู่ ความสำเร็จในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน ผู้สอนและผู้เกี่ยวข้อง จำเป็นต้อง
1. ชัดเจนในความต้องการ (แก้ปัญหาการเรียนการสอนเรื่องใด หรือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ฯลฯ) ว่าเราต้องการอะไร สอนไปในทิศทางไหน สอนแล้วได้อะไร และเพื่ออะไร ซึ่งจะต้องถามทั้งผู้สอนและผู้เรียนต้องมีความเข้าใจกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งข้อนี้ผมได้นำมาใช้แล้ว ตัวอย่างเช่น ผมต้องการสอนให้ผู้เรียนทราบเรื่องเครื่องยนต์เจ็ต ซึ่งจะมีหัวข้อวัตถุประสงค์ ที่เราๆท่านๆเคยใช้นั่นหล่ะครับ แล้วบอกว่าผู้เรียนต้องทราบอะไรบ้าง เช่นสามารถอธิบายขั้นตอนการทำงาน และการแก้ไขเบื้องต้นของเครื่องยนต์ได้เป็นต้น
2.รู้ศักยภาพของเครื่องมือเทคโนโลยี ข้อนี่ก็ถือว่าสำคัญครับ เครื่องมือการสอน อุปกรณ์การเรียนดี ช่วยได้มากครับตัวอย่างเช่นสมัยก่อนผมสอนด้วย CBT นะก็ว่าดีแล้ว เดี๋ยวนี้มีแบบ Simulator ก็สุดยอดเลยครับ ผู้เรียนตั้งใจมากขึ้น ผลการเรียนก็ออกมาดีมากครับ
3. ยินดีที่จะศึกษา ค้นคว้า และทดลองเพื่อพัฒนาระบบ ข้อนี้ต้องเป็นผลด้วยกันทั้งสองฝ่ายครับ เทคโนโลยี่ใหม่ๆที่มีเข้ามานะทำให้น่าสนใจ น่าติดตาม น่าทดลองการเรียนรู้มากขึ้น ก็จะส่งผลโดยรวมไปในทางที่ดีด้วยครับ ถ้าเป็นรุ่นเก่าๆก็ไม่ค่อยยอมรับกันครับ
4. ยินยอมเปลี่ยนแปลง (บทบาทของอาจารย์) ข้อนี้ถือว่ายากมากครับ ผมต่อสู้มานานแล้ว ปัจจุบัยก็ยังไม่เป็นผลที่น่าพอใจนักเพราะคนรุ่นเก่าค่อนข้างเยอะครับ ไม่ยอมรับเทคโนโลนี่ใหม่ๆ ไม่ยอมรับการเรียนรู้ อ้างว่าแบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว คงต้องสร้างแรงจูงใจกันต่อไปจนกว่าจะยอมรับในระบบใหม่ที่มาแทนในระบบเก่าครับ
5.ความมุ่งมั่น (จนกว่าจะถึง) ความสำเร็จ. ก็คงเป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อ 4 ข้างบนด้วยครับ ผู้สอนรุ่นใหม่ๆนี่มีความมุ่งมั่นสูงมากครับสูงจนผู้เรียนรับแทบไม่ได้ก็มีครับ ทั้งเข้มข้น ทั้งดุดัน ก็มาครบทุกมิติเลย แต่ท้ายที่สุดก็ต้องมาสร้างความมุ่งมั่นด้วยกัน เพื่อจุดมุ่งหมายที่วางไว้ความมุ่งมั่นที่จะให้ผูเรียนประสบผลสำเร็จ ตามที่เราได้วางแผน หรือคาดหวังไว้ พูดง่ายๆคือต้องไม่ท้อ.....
1. ชัดเจนในความต้องการ (แก้ปัญหาการเรียนการสอนเรื่องใด หรือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ฯลฯ) ว่าเราต้องการอะไร สอนไปในทิศทางไหน สอนแล้วได้อะไร และเพื่ออะไร ซึ่งจะต้องถามทั้งผู้สอนและผู้เรียนต้องมีความเข้าใจกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งข้อนี้ผมได้นำมาใช้แล้ว ตัวอย่างเช่น ผมต้องการสอนให้ผู้เรียนทราบเรื่องเครื่องยนต์เจ็ต ซึ่งจะมีหัวข้อวัตถุประสงค์ ที่เราๆท่านๆเคยใช้นั่นหล่ะครับ แล้วบอกว่าผู้เรียนต้องทราบอะไรบ้าง เช่นสามารถอธิบายขั้นตอนการทำงาน และการแก้ไขเบื้องต้นของเครื่องยนต์ได้เป็นต้น
2.รู้ศักยภาพของเครื่องมือเทคโนโลยี ข้อนี่ก็ถือว่าสำคัญครับ เครื่องมือการสอน อุปกรณ์การเรียนดี ช่วยได้มากครับตัวอย่างเช่นสมัยก่อนผมสอนด้วย CBT นะก็ว่าดีแล้ว เดี๋ยวนี้มีแบบ Simulator ก็สุดยอดเลยครับ ผู้เรียนตั้งใจมากขึ้น ผลการเรียนก็ออกมาดีมากครับ
3. ยินดีที่จะศึกษา ค้นคว้า และทดลองเพื่อพัฒนาระบบ ข้อนี้ต้องเป็นผลด้วยกันทั้งสองฝ่ายครับ เทคโนโลยี่ใหม่ๆที่มีเข้ามานะทำให้น่าสนใจ น่าติดตาม น่าทดลองการเรียนรู้มากขึ้น ก็จะส่งผลโดยรวมไปในทางที่ดีด้วยครับ ถ้าเป็นรุ่นเก่าๆก็ไม่ค่อยยอมรับกันครับ
4. ยินยอมเปลี่ยนแปลง (บทบาทของอาจารย์) ข้อนี้ถือว่ายากมากครับ ผมต่อสู้มานานแล้ว ปัจจุบัยก็ยังไม่เป็นผลที่น่าพอใจนักเพราะคนรุ่นเก่าค่อนข้างเยอะครับ ไม่ยอมรับเทคโนโลนี่ใหม่ๆ ไม่ยอมรับการเรียนรู้ อ้างว่าแบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว คงต้องสร้างแรงจูงใจกันต่อไปจนกว่าจะยอมรับในระบบใหม่ที่มาแทนในระบบเก่าครับ
5.ความมุ่งมั่น (จนกว่าจะถึง) ความสำเร็จ. ก็คงเป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อ 4 ข้างบนด้วยครับ ผู้สอนรุ่นใหม่ๆนี่มีความมุ่งมั่นสูงมากครับสูงจนผู้เรียนรับแทบไม่ได้ก็มีครับ ทั้งเข้มข้น ทั้งดุดัน ก็มาครบทุกมิติเลย แต่ท้ายที่สุดก็ต้องมาสร้างความมุ่งมั่นด้วยกัน เพื่อจุดมุ่งหมายที่วางไว้ความมุ่งมั่นที่จะให้ผูเรียนประสบผลสำเร็จ ตามที่เราได้วางแผน หรือคาดหวังไว้ พูดง่ายๆคือต้องไม่ท้อ.....
ปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
ปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
ในความคิดและจากประสบการณ์ของผมนะครับ ปัญหาน่าจะมาจาก
1. ผู้สอน เพราะผู้สอนเองเปรียบเสมือนคนที่วางแนวทางหรือกรอบว่าจะต้องการให้ผู้รับรู้นั้นเป็นอย่างไร ตัวผู้สอนเองต่างหากว่ามีความพร้อมเพียงใด จริงใจแค่ไหน เปรียบเหมือนว่ามีก้อนดินมาก้อนหนึ่ง ต้องปั้นให้ได้ว่าจะเป็นตัวอะไร ไม่ว่าดินที่มี่นั้นจะดีหรือร่วนก็ตาม ต้องแก้ไขปรับปรุงได้ ต้องไม่อ้างสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ต้องทำได้ด้วยใจ เสมือนกระบี่อยู่ที่ใจ ตัวอย่างเช่นครูสอนชาวเขา ครู ตชด ครูประชาบาลต่างๆครับ
2. เครื่องมือ อุปกรณ์การสอน ถือว่ารองลงมา แต่ถ้ามีก็ถือว่าช่วยได้มาก ตัวอย่างเช่น โรงเรียน โต๊ะ เก้าอี้ หนังสือ คอมพิวเตอร์และอื่นๆ ขอ้นี้ถือเป็นคัวเสริมที่สำคัญครับ
3. สิ่งแวดล้อม เอื้ออำนวยมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่สอนไปไฟดับไป สอนไปต้องคอยหลบลูกระเบิด ห้องเรียนฝนรั่ว มีเสียงรบกวนมีกลิ่นรบกวน คือผมต้องการยกตัวอย่างที่ชัดๆเลยครับ คงไม่ต้องบอกว่าแอร์ไม่เย็นมาเป็นตัวอย่างน่ะครับ
4. ผู้เรียน อันนี้ผมให้ความสำคัญรองๆลงมา เพราะถ้าข้างบนพร้อมแล้ว ปัญหาน่าจะน้อยลงมาก คงเหลือแต่การสร้างแรงจูงใจให้เขาทำให้เขาเห็นผลทีได้รับจากการเรียน ให้มองเห็นอนาคต ทำด้วยวิธีใดก็ได้ครับ พูดง่ายๆก็คือไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องด้วยกลล่ะครับ และท้ายที่สุดต้องไม่ลืมนะครับว่า เราต้องเข้าถึงและเข้าใจตัวผู้เรียนด้วยว่าธรรมชาติของเขาขณะนี้เป็นอย่างไร อยู่ในสถานะไหนด้วยครับ
5.สุดท้ายเป็นเรื่องของเวลาครับ จริงๆแล้วบางท่านอาจจะมองว่าน่าจะเป็นข้อแรกๆ เพราะใครๆก็อ้างว่าไม่มีเวลา เวลาไม่พอ หรือเวลาไม่เหมาะหรือไม่ตรงกัน เป็นประจำเลย เป็นต้น ก็แล้วแต่ครับ อย่างไรก็ตามถ้าถูกที่ถูกเวลาน่าจะดีกว่าใช่ไหมครับ จะได้ไม่เป็นข้ออ้างไงครับว่าเวลาอยากเรียนก็ไม่มีให้เรียน เวลไม่อยากเรียนก็มาซะเยอะเลย สรุปแล้วก็ต้องบริหารเวลาครับอย่าให้ใครมาอ้างได้ครับ
ในความคิดและจากประสบการณ์ของผมนะครับ ปัญหาน่าจะมาจาก
1. ผู้สอน เพราะผู้สอนเองเปรียบเสมือนคนที่วางแนวทางหรือกรอบว่าจะต้องการให้ผู้รับรู้นั้นเป็นอย่างไร ตัวผู้สอนเองต่างหากว่ามีความพร้อมเพียงใด จริงใจแค่ไหน เปรียบเหมือนว่ามีก้อนดินมาก้อนหนึ่ง ต้องปั้นให้ได้ว่าจะเป็นตัวอะไร ไม่ว่าดินที่มี่นั้นจะดีหรือร่วนก็ตาม ต้องแก้ไขปรับปรุงได้ ต้องไม่อ้างสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ต้องทำได้ด้วยใจ เสมือนกระบี่อยู่ที่ใจ ตัวอย่างเช่นครูสอนชาวเขา ครู ตชด ครูประชาบาลต่างๆครับ
2. เครื่องมือ อุปกรณ์การสอน ถือว่ารองลงมา แต่ถ้ามีก็ถือว่าช่วยได้มาก ตัวอย่างเช่น โรงเรียน โต๊ะ เก้าอี้ หนังสือ คอมพิวเตอร์และอื่นๆ ขอ้นี้ถือเป็นคัวเสริมที่สำคัญครับ
3. สิ่งแวดล้อม เอื้ออำนวยมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่สอนไปไฟดับไป สอนไปต้องคอยหลบลูกระเบิด ห้องเรียนฝนรั่ว มีเสียงรบกวนมีกลิ่นรบกวน คือผมต้องการยกตัวอย่างที่ชัดๆเลยครับ คงไม่ต้องบอกว่าแอร์ไม่เย็นมาเป็นตัวอย่างน่ะครับ
4. ผู้เรียน อันนี้ผมให้ความสำคัญรองๆลงมา เพราะถ้าข้างบนพร้อมแล้ว ปัญหาน่าจะน้อยลงมาก คงเหลือแต่การสร้างแรงจูงใจให้เขาทำให้เขาเห็นผลทีได้รับจากการเรียน ให้มองเห็นอนาคต ทำด้วยวิธีใดก็ได้ครับ พูดง่ายๆก็คือไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องด้วยกลล่ะครับ และท้ายที่สุดต้องไม่ลืมนะครับว่า เราต้องเข้าถึงและเข้าใจตัวผู้เรียนด้วยว่าธรรมชาติของเขาขณะนี้เป็นอย่างไร อยู่ในสถานะไหนด้วยครับ
5.สุดท้ายเป็นเรื่องของเวลาครับ จริงๆแล้วบางท่านอาจจะมองว่าน่าจะเป็นข้อแรกๆ เพราะใครๆก็อ้างว่าไม่มีเวลา เวลาไม่พอ หรือเวลาไม่เหมาะหรือไม่ตรงกัน เป็นประจำเลย เป็นต้น ก็แล้วแต่ครับ อย่างไรก็ตามถ้าถูกที่ถูกเวลาน่าจะดีกว่าใช่ไหมครับ จะได้ไม่เป็นข้ออ้างไงครับว่าเวลาอยากเรียนก็ไม่มีให้เรียน เวลไม่อยากเรียนก็มาซะเยอะเลย สรุปแล้วก็ต้องบริหารเวลาครับอย่าให้ใครมาอ้างได้ครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

